วิจัยกรุงศรี เผยภาครัฐออกมาตรการการเงิน การคลัง หวังพยุงเศรษฐกิจไทย

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

วิจัยกรุงศรี เผยภาครัฐออกมาตรการการเงิน การคลัง หวังพยุงเศรษฐกิจไทย

Date Time: 1 ก.พ. 2565 15:30 น.

Video

ทำไมกองทุนประกันสังคมเสี่ยงล้มละลาย ? | Thairath Money Night Stand EP.8

Summary

วิจัยกรุงศรี เผย รัฐบาลออกมาตรการด้านการคลังการเงิน เพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สนับสนุนการแก้ไขปัญหา NPLs

Latest


วิจัยกรุงศรี เผย รัฐบาลออกมาตรการด้านการคลังการเงิน เพื่อพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สนับสนุนการแก้ไขปัญหา NPLs

วิจัยกรุงศรี ระบุว่า การที่รัฐบาลอนุมัติวงเงินกู้กว่า 5.3 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและบรรเทาภาระค่าครองชีพ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินรวม 53,222 ล้านบาท จากการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 วงเงิน 34,800 ล้านบาท

2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อแก่กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ วงเงิน 8,070 และ 1,352 ล้านบาท ตามลำดับ และ 3. โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ระยะที่ 4 วงเงิน 9,000 ล้านบาท

วิจัยกรุงศรีประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเส้นทางการฟื้นตัว แม้พัฒนาการดังกล่าวอาจล่าช้าออกไปเมื่อต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัสโอมิครอน แต่ผลกระทบอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำ จึงคาดว่าการใช้มาตรการควบคุมจะเข้มงวดน้อยกว่าการระบาดที่เกิดจากไวรัสเดลตาในรอบก่อน

โดยในกรณีฐาน คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะแตะจุดสูงสุดในกลางเดือนกุมภาพันธ์ก่อนจะลดลงอย่างช้าๆ ภาคท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากสุดจากการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ และผลต่อภาพรวมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงราว 0.6%

อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดซึ่งจะช่วยให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท กอปรกับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนสนับสนุนให้ทางการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมเพิ่มเติม การนำมาตรการ Test&Go กลับมาใช้สำหรับเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคส่งออก ผลกระทบสุทธิจากการระบาดรอบนี้จะทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ยังคงใกล้เคียงกับคาดการณ์เดิม

ทั้งนี้ ธปท.สนับสนุนการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอันเนื่องมาจากโควิด 19 เพื่อช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของ NPLs ในระยะข้างหน้า ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการจัดตั้งกิจการร่วมทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (JVAMC)

โดยให้ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ สามารถร่วมลงทุนในกิจการร่วมทุน (Joint Venture) กำหนดระยะเวลายื่นขอจัดตั้งกิจการร่วมทุนได้ภายในปี 2567 (มีผลตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.65 - 31ธ.ค.67) มีระยะเวลา 15 ปีในการดำเนินกิจการร่วมทุนนี้ สำหรับกลไกดำเนินการกำหนดให้รับซื้อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ในประเทศ ซึ่งจะต้องเน้นให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่องแก่ลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่ได้รับโอนมา

แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นมาตรการชั่วคราว แต่ทางการเล็งเห็นความจำเป็นของการเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ระบบสถาบันการเงินให้มีการจัดตั้งกิจการร่วมทุน เพื่อรองรับ NPLs ที่อาจทยอยเพิ่มขึ้นในอนาคต แม้ข้อมูลล่าสุด ณ ไตรมาส 3/2564 สัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ยังอยู่ที่ระดับ 3.14% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.12% ในไตรมาส 4/2563 เนื่องจากยังได้รับผลเชิงบวกจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน

โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด 19 ที่ลากยาวและยังมีความเปราะบางอยู่ มาตรการนี้จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้สถาบันการเงินบริหารจัดการ NPLs ได้อย่างเหมาะสมและยังช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม (เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การไกล่เกลี่ยหนึ้) และไม่ถูกเร่งรัดขายสินทรัพย์ในราคาต่ำเกินจริง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาที่อาจบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ